cá cược bóng đá trên mạng

ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

"หมอครอบครัว" เผย รัฐควรจัดงบประมาณที่ชัดเจน-ต่อเนื่อง-สอดคล้องกับพื้นที่ รวมทั้งมีบุคลากรเพียงพอต่อภาระงาน  ชี้! การถ่ายโอน รพ.สต. ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ 

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวกับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิและการถ่ายโอน รพ.สต.

ขณะนี้การถ่ายโอน รพ.สต. ไป อบจ.เดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว ซึ่งแน่นอนว่ายังมีบุคลากรหลายคนเกิดข้อคำถามและความเห็นที่แตกต่างกันไปว่า ถ่ายโอนมาแล้วดีจริงหรือไม่ การบริการต่อประชาชนดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน รวมถึงบุคลากรเพียงพอต่อความต้องการของประชาชนแล้วหรือยัง... ซึ่งหนึ่งในวิชาชีพที่สำคัญต่อการดูแลประชาชนอยางใกล้ชิดมาโดยตลอดนั่นคือ "แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว" โดยจะมีบทบาทในการสัมผัสและคุ้นเคยกับชุมชนโดยตรงนั้น

เรื่องนี้ พญ.สุพัตรา ศรีวณิชชากร นายกสมาคมแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป/เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย และประธานราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับสำนักข่าว Hfocus ว่า แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวเป็นบุคลากรกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาความรู้ความสามารถในการให้บริการแก่ประชาชนในระบบบริการปฐมภูมิมาได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสม กล่าวคือเป็นบุคลากรที่เหมาะกับการดูแลปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยได้อย่างเป็นองค์รวมผสมผสาน ไม่ได้ดูแค่ว่าประชาชนเป็นโรคอะไรมาแล้วให้ยาอย่างเดียว

"แพทย์กลุ่มนี้ยังจะต้องค้นหาปัญหาสุขภาพที่ยังไม่เป็น "โรค" อาจเป็น "สภาวะ" ที่วิตกกังวล มีภาวะทางสังคม จิตใจเข้ามาเกี่ยวข้องหาสาเหตุและให้การดูแลอย่างรอบด้านเพื่อช่วยบรรเทาความกังวลความไม่เข้าใจต่อโรคปัญหาสุขภาพที่เป็น ลดโอกาส shopping around ของคนไข้ที่วิ่งหาหมอ เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดตรงใจ รวมทั้งช่วยเป็นแพทย์ที่เชื่อมต่อบริการกับโรงพยาบาลที่รักษาเฉพาะทางกับผู้ป่วยที่บ้านและในชุมชนให้มีช่องว่างและรอยต่อที่ลดลงจนไร้รอยต่อ
ฉะนั้นหากมีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวร่วมให้บริการในระบบบริการปฐมภูมิซึ่งรวมทั้ง รพ.สต. ที่ถ่ายโอนจะช่วยเป็นการยกระดับคุณภาพของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลและบริการที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลได้อย่างดีมากขึ้น แพทยศาสตร์ครอบครัวเข้าใจและเห็นความสำคัญของ รพ.สต. เห็นความสำคัญต่อหน่วยบริการที่เป็นฐานรากได้มากกว่าแพทย์สาขาอื่นแต่หากไม่มีแพทย์สาขานี้ก็ต้องมีการฝึกอบรมพัฒนาสร้างความเข้าใจเบื้องต้นในระยะเปลี่ยนผ่านไปได้เช่นกัน

การพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ

สำหรับข้อเสนอต่อการพัฒนาบริการระบบสุขภาพปฐมภูมิ 1. ต้องจัดระบบบริหารจัดการที่รองรับหน่วยปฐมภูมิ คือมีงบประมาณที่ชัดเจนต่อเนื่องให้ระบบสุขภาพปฐมภูมิ รวมทั้งมีงบประมาณสนับสนุนการทำงานที่หน่วยปฐมภูมิตัดสินใจได้เอง ให้สอดคล้องกับพื้นที่และมีบุคลากรทำงานที่พอเหมาะกับภาระงาน  คือมีบุคลากรสาธารณสุข 1 คนต่อประชากร 1,250 คน พยาบาล 1 คนต่อประชากร 2,500 คน และแพทย์ 1 คนต่อประชากร 10,000 คน 2. พัฒนาศักยภาพบุคลากรปฐมภูมิให้มีความสามารถในด้านเวชศาสตร์ครอบครัวและการพัฒนาแผนการดูแลสุขภาพประชากรในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 3. มีระบบบริการที่โรงพยาบาลรองรับเชื่อมโยงบริการกันและกันได้พอดี ภายใต้การถ่ายโอนนี้ถ้าทำให้ระบบกระจายอำนาจไปที่หน่วยบริการปฐมภูมิให้ทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น ลดภาระงานบริหารจัดการทั่วไปได้ สนับสนุนให้มีการทำแผนดำเนินงานที่สอดคล้องพอเหมาะกับพื้นที่ได้ ก็จะเป็นโอกาสการพัฒนาที่ดีและควรมีความต่อเนื่อง เสถียร ไม่ขึ้นลงตามผู้บริหารบุคคล  

cá cược bóng đá trên mạngLiên kết đăng nhập

 
những trang web cá cược bóng đá chơi bài đổi tiền thật game bắn cá mập bắn cá long vương download live casino online