cá cược bóng đá trên mạng

ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

สภาการพยาบาล เปิดรายละเอียดข้อเสนอเชิงนโยบาย เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพยาบาลในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ลดภาระงาน เพิ่มความก้าวหน้า ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีพยาบาลวิชาชีพ ประมาณ 2.1 แสนคน ที่ปฏิบัติงานให้บริการสุขภาพ (Healthcare service) ทั้งภาครัฐทุกสังกัดและเอกชน ในจำนวนนี้ ทำงานในหน่วยบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขประมาณร้อยละ 60  โรงพยาบาลเครือข่ายกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ (UHOS-Net) ประมาณร้อยละ 16 หน่วยบริการภาคเอกชนประมาณร้อยละ 14 และอีกประมาณร้อยละ 10 ทำงานในหน่วยบริการสังกัดภาครัฐอื่นๆ รวมทั้งท้องถิ่น ซึ่งหากเปรียบเทียบกับระดับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ที่จัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (Upper Middle Income Country) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) แล้ว พบว่า
ในปี พ.ศ.2567 นี้ ประเทศไทยควรมีพยาบาลวิชาชีพต่อประชากรในอัตราส่วน 1:250 ประชากร หรือควรมีพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานให้บริการสุขภาพของประเทศอย่างน้อย 2.6 แสนคน

ปัญหาพยาบาลขาดแคลนเป็นเรื่อซับซ้อน สะสมยาวนาน

การขาดแคลนพยาบาลในระบบบริการสุขภาพ เป็นปัญหาที่ซับซ้อน และสะสมมายาวนาน ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ด้วยมาตรการหรือวิธีการแบบเดิมๆ หรือการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน ระหว่างการเพิ่มการผลิต จัดการกระจายโดยบังคับใช้ทุน หรือการใช้มาตรการธำรงรักษาด้วยระเบียบบริหารงานบุคคลของราชการที่อาจไม่ยืดหยุ่นเพียงพอและไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการขยายตัวของตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมสุขภาพ และการลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาโครงสร้างและยกระดับศักยภาพของบริการสุขภาพ โดยเฉพาะนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่มุ่งทำให้เกิดการกระจายและการยกระดับมาตรฐานการให้บริการให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย สะดวก ทั่งถึงและเป็นธรรม ดังนั้น เพื่อรองรับการพัฒนาดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีนโยบายและยุทธศาสตร์กำลังคนทางการพยาบาล ที่ครอบคลุมแผนความต้องการกำลังคนในเชิงประเภทและปริมาณ การพัฒนาคุณภาพ/ศักยภาพ การธำรงรักษา และการใช้ประโยชน์จากกำลังคนที่มีอยู่ โดยคำนึงถึงบทบาทหรือโอกาสที่จะใช้ประโยชน์ในระบบบริการสุขภาพของประเทศ ที่จะพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นในอนาคต และสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาไม่ให้ความขาดแคลนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสุขภาพของประชาชน

แม้ผลิตเพิ่ม แต่ยังพบปัญหาพยาบาลไหลออกนอกระบบต่อเนื่อง

ทั้งนี้ แม้ว่าตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ลงทุนผลิตพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราส่วนพยาบาลต่อประชากรในภาพรวมของประเทศดีขึ้นเป็นลำดับ จากที่มีพยาบาล 1:2,600 ประชากรในปี พ.ศ.2522 เป็น 1:310 ประชากร ในปี พ.ศ. 2566 แต่ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเพิ่มของพยาบาลในระบบบริการสุขภาพ กลับเพิ่มขึ้นไปอย่างช้าๆ เนื่องจากมีการสูญเสียพยาบาลออกจากระบบอย่างต่อเนื่อง ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลยังคงมีความรุนแรงมากในบางพื้นที่จากความเหลื่อมล้ำของการกระจายตัว ทั้งระหว่างหน่วยบริการในภาครัฐด้วยกัน ภาครัฐกับเอกชน ระหว่างพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ และระหว่างหน่วยบริการที่มีระดับศักยภาพแตกต่างกัน จนส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพของประชาชน

cá cược bóng đá trên mạngLiên kết đăng nhập

(ข่าวเกี่ยวข้อง : สภาการพยาบาล หารือสธ. เสนอแก้ปัญหา 'พยาบาลขาดแคลน' ถูกจุดเน้นคงอยู่ในระบบมากที่สุด)

สภาการพยาบาลเสนอมาตรการดำเนินการอย่างบูรณาการ

ในฐานะที่กระทรวงสาธารณสุขมีบทบาท เป็นทั้งผู้กำหนดนโยบายและกำกับทิศทาง (Regulator) และเป็นผู้ให้บริการสุขภาพ (Service provider) ที่มีหน่วยบริการและกำลังคนมากที่สุดในประเทศ จำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องกำหนดนโยบายและมาตรการใหม่ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนพยาบาลอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบสุขภาพ และความปลอดภัยของประชาชน ทั้งในบริบทของกระทรวงสาธารณสุข และภาพรวมของประเทศ สภาการพยาบาลจึงขอเสนอมาตรการสำคัญจำเป็นที่ควรดำเนินการอย่างบูรณาการ ในลักษณะ Bundle or mix policy tools ดังนี้

มาตรการระยะ  1-2 ปี 

ข้อเสนอมาตรการระยะสั้นในระยะ 1-2 ปี เร่งรัดการเติมกำลังคนเข้าสู่ระบบ

ด้วยการผลิตพยาบาลต้องใช้เวลานานถึง 4 ปี จึงจะมีพยาบาลจบการศึกษาใหม่ และเข้าสู่ระบบการทำงาน สภาการพยาบาล จึงเห็นว่า เพื่อช่วยให้บรรลุเป้าหมาย Active aging ในสังคมประชากรสูงวัย และเป็นอีกแนวทางหนึ่งในระยะสั้นที่จะบรรเทาความรุนแรงของการขาดแคลนพยาบาลวิชาชีพที่ให้บริการสุขภาพโดยตรง
จึงเสนอมาตรการเพื่อเพิ่มกำลังคนพยาบาลในระบบ ดังนี้

1.พัฒนาตำแหน่งงานที่มีคุณค่า (Decent job) และระบบการจ้างงานพยาบาลอาวุโสที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ ร่วมกับการฝึกอบรมเพื่อให้มีทักษะใหม่ (Re-skill) หรือเพิ่มทักษะที่จำเป็น (Up-skill) ให้พร้อมที่จะทำงานในตำแหน่งดังกล่าว เช่น ตำแหน่งผู้จัดการคุณภาพโรงพยาบาล ผู้ประสานคุณภาพ ผู้จัดการผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (Case manager) พยาบาลผู้บริหารทรัพยากรในระบบประกันสุขภาพ (Utilization management Nurse) เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะได้กำลังคนเพิ่มในระยะสั้นแล้ว ยังช่วยลดภาระงานของพยาบาลที่ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยโดยตรงอีกด้วย 2.ส่งเสริมระบบการจ้างงานแบบบางเวลา (Part time employment) ในภาครัฐ ที่มีประสิทธิภาพและจูงใจพยาบาลวิชาชีพที่ออกจากงานไปแล้วสามารถเลือกเวลาที่จะกลับเข้ามาทำงานได้  โดยมีกระบวนการประกันคุณภาพและกำกับวิชาชีพอย่างเป็นระบบ

มาตรการระยะ 1-5 ปี

ข้อเสนอมาตรการที่ควรดำเนินการในระยะ 1-5 ปี  
  1. ผลักดันการผลิตพยาบาลเพื่อเพิ่มศักยภาพบริการสุขภาพของประเทศ
1.1 ดำเนินการวางแผนกำลังคนทางการพยาบาลในภาพรวมของประเทศ โดยคำนึงถึงพลวัตตลาดแรงงานทั้งภายในและภายนอกประเทศ เพื่อรองรับนโยบายและทิศทางการพัฒนาของประเทศ รวมทั้งการบูรณาการแผนการผลิตโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ใช้และผู้ผลิต (Demand side & Supply side) ซึ่งปัจจุบันสภาการพยาบาลเป็นกลไกประสานและขับเคลื่อนแผนการผลิตกำลังคนทางการพยาบาลของประเทศให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตของแต่ละสถาบันการศึกษา 1.2 เร่งรัดจัดทำแผนพัฒนาศักยภาพการผลิตกำลังคนทางการพยาบาลในภาพรวมของประเทศ ทั้งแผนพัฒนาอาจารย์พยาบาลในระยะ 10 ปี แผนการสรรหาและการธำรงรักษา และสร้างแรงจูงใจในการเพิ่มอาจารย์ใหม่ โดยการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน รวมทั้งสถาบันการศึกษาพยาบาล 1.3 ส่งเสริมและผลักดันการพัฒนานวตกรรมเพื่อการผลิตพยาบาลที่ได้มาตรฐาน มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
  1. เพิ่มประสิทธิภาพการกระจาย การใช้ประโยชน์ และการธำรงรักษากำลังคนไว้ในระบบบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข
            เนื่องจากประเด็นการกระจาย การใช้ประโยชน์และการธำรงรักษา เป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาความขาดแคลนพยาบาลในหน่วยบริการของกระทรวงสาธารณสุข ดังนั้น จึงขอเสนอมาตรการแก้ปัญหาที่กระทรวงสาธารณสุขควรดำเนินการ ดังนี้

2.1บริหารจัดการประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายหรือหมุนเวียนงาน (Job rotation) ของพยาบาลให้เป็นไปในทิศทางการส่งเสริมความก้าวหน้าของบุคลากร พร้อมๆ กับการเติบโตขององค์กร และสร้างความสมดุลในการกระจายและการใช้ประโยชน์กำลังคน (Managed distribution and utilization)

2.2เพิ่มแรงจูงใจพยาบาลวิชาชีพ ที่ให้บริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิ ซึ่งเป็นบริการหลักด่านแรกที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน ที่จะแก้ปัญหาลดความแออัดเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน ให้ได้รับความก้าวหน้า ค่าตอบแทน และโอกาสการพัฒนาตนเอง ทัดเทียมกับพยาบาลที่ทำงานในโรงพยาบาลทุติยภูมิ ตติยภูมิ 2.3 จัดระบบเพิ่มพูนทักษะพยาบาลจบใหม่ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะวิชาชีพ และประสบการณ์ก่อนออกไปทำงานในหน่วยงานต้นสังกัดที่ให้ทุนการศึกษา โดยมอบหมายให้โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปเป็นหน่วยฝึกเพิ่มพูนทักษะ และสภาการพยาบาลวางแนวทางการเพิ่มพูนทักษะ และสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมสำหรับพยาบาลวิชาชีพ ทั้งที่เป็นผู้สอนระหว่างเพิ่มพูนทักษะและผู้ผ่านการเพิ่มพูนทักษะ (เช่นเดียวกับโครงการแพทย์เพิ่มพูนทักษะ) 2.4สนับสนุนการเชิดชูเกียรติพยาบาลวิชาชีพ (Recognition initiatives) ซึ่งทำหน้าที่ครูพี่เลี้ยง หรืออาจารย์ร่วมผลิต เช่น การให้ตำแหน่งทางวิชาการในฐานะอาจารย์ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์/รองศาสตราจารย์) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเพิ่มการผลิตพยาบาลให้สอดคล้องกับความต้องการของระบบบริการสุขภาพ และประชาชนในแต่ละพื้นที่

ลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของพยาบาล

2.5สนับสนุนการบริหารจัดการของหน่วยบริการในการลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของพยาบาล ส่งเสริมการขยายบทบาทการทำงานของบุคลากรวิชาชีพสาขาอื่นๆ ในการทำงานร่วมกันเป็นทีม

2.6ส่งเสริมการพัฒนานวตกรรมด้านการบริหารงานบุคคล เช่น Mid-Career recruitment strategy เพื่อให้หน่วยบริการได้ใช้ประโยชน์จากบุคลากรจากหน่วยบริการอื่นต่างสังกัด ซึ่งมีทักษะ ความรู้ความเชี่ยวชาญสูง  มีความพร้อมปฎิบัติงานได้ทันทีไม่ต้องรอการส่งเรียนหรือฝึกอบรมเพิ่มเติม เช่น การเตรียมตำแหน่งข้าราชการรองรับการโอน ย้าย หรือบรรจุเข้ารับราชการใหม่ ของพยาบาลวิชาชีพผู้มีความรู้ ความชำนาญสูง ในระดับชำนาญการ/ชำนาญการพิเศษ โดยไม่ต้องเริ่มทำงานในระดับปฏิบัติการ

สร้างแรงจูงใจในวิชาชีพให้คงอยู่ในระบบ

** 2.7 สร้างแรงจูงใจและความผูกพันองค์กร  แบ่งได้ดังนี้ 1.เร่งรัดมาตรการสร้างความปลอดภัยในการทำงานของบุคลากร ส่งเสริมการนำแนวคิด Human Factor Engineering มาใช้ในการออกแบบกระบวนการทำงานเพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัย บุคลากรปลอดภัย

2.สนับสนุนความก้าวหน้าในการทำงานอย่างเป็นธรรม เช่น ปรับปรุง กำหนดหลักเกณฑ์และส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพสามารถเลื่อนไหลขึ้นสู่ตำแหน่งระดับที่สูงขึ้น ตามความรู้ความสามารถและบทบาทความรับผิดชอบ

3.ปรับปรุงค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ ให้สามารถสร้างแรงจูงใจในการคงอยู่และทุ่มเททำงานที่มีคุณภาพ

4.สนับสนุนการศึกษาต่อเนื่องหลังปริญญา ที่สอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงาน ง่ายต่อการเข้าถึงการเรียนจากพื้นที่ทำงานหรือการใช้ชีวิตระหว่างการเรียนกับการทำงาน 5.ส่งเสริมความเข้มแข็งของเครือข่ายวิชาชีพในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติในโอกาสต่างๆ สภาการพยาบาล พร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุขในการขับเคลื่อนและผลักดันมาตรการดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสุขภาพอนามัยของประชาชนและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

cá cược bóng đá trên mạngLiên kết đăng nhập

ภาพจากสภาการพยาบาล
những trang web cá cược bóng đá chơi bài đổi tiền thật game bắn cá mập bắn cá long vương download live casino online